Give us a Call
+6622772893
Send us a Message
Baac.contact@gmail.com
Opening Hours
Open Daily Until 8:00PM

พบคำตอบย้อนวัยได้อย่างแท้จริง จากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถแยก Stem Cell ออกมาจาก Placenta และค้นพบอีกว่า ใน Placenta มี Peptide และ Growth Factor มากกว่า 8,000 ชนิด ที่จะช่วยการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมของร่างกายทุกอวัยวะทุกระบบ

จากเดิมที่เราได้ยินว่าชาวจีน ได้นำเอา Placenta มาใช้รักษาโรคและเสริมความงามมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ในยุโรป Placenta เป็นศาสตร์แห่งการบำบัดรักษาในแนวทางของเซลล์บำบัด (Cell Therapy) ที่ใช้กันมานานกว่า 60 ปี โดยเมื่อปี ค.ศ. 1930-1940 แพทย์ชาวรัสเซีย ชื่อ Professor Filatov* ค้นพบว่า เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายหรืออยู่ภายใต้ความเครียด จะสร้างสารประกอบชนิดหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้อยู่รอด เรียกว่า “Biostimulins” และมีการนำส่วนของ Placenta ก้อนขนาด 1 ใน 10 นิ้ว แช่แข็งที่ -40 องศาเซลเซียส (ตามวิธีการของ Professor Filatov) แล้วนำมาฝังที่หน้าท้องหลังการฉีดยาชาเฉพาะที่ ข้อบ่งชี้ส่วนใหญ่คือ เพื่อหวังผลด้านความงามอันส่งผลให้มีความยืดหยุ่นและสีผิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ได้มีการแพร่ขยายการฝังก้อนรกเข้าที่หน้าท้องนี้ไปยังกลุ่มสตรีที่มีอายุเกิน 35 ปี ในประเทศฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ และทำการผ่าตัดก้อนรกเพิ่ม 2-3 ครั้ง ในช่วงอายุ 40-50 ปี และมีการแนะนำให้รับการผ่าตัดฝังก้อนรกเพิ่มทุกปี หลังอายุเกิน 50 ปี

 

Placenta คืออะไร

Placenta คือ รกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นส่วนที่เชื่อมต่อจากสะดือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อเลี้ยงดูตัวอ่อนให้เจริญเติบโต และยังมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวอ่อนด้วย ใน Placenta ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์หลายชนิดมาก และ Placenta ยังมี Stem cell stimulating factor ซึ่งจะช่วยกระตุ้น Stem cell ในร่างกายที่อยู่ในภาวะพักให้กลับมามี activity เหมือนกับการเปิดสวิตช์ให้กับ Stem cell เริ่มการทำงานในการซ่อมแซมร่างกาย และพบว่า Placenta peptide สามารถกระตุ้น Stem cell ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติอีก 8 เท่า ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายผลัดเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพออกไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ อันจะมีผลต่อเนื่องไปยังการทำงานต่างๆ ของร่างกาย และก่อให้เกิดประโยชน์ตามมาอย่างมากมาย

จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ที่มีมากขึ้น เพื่อยืนยันประโยชน์จากการใช้รก ซึ่งมีทั้งสเต็มเซลล์และองค์ประกอบอื่นๆ มาใช้ฉีด เพื่อหวังผลในการรักษาดังต่อไปนี้

  • สเต็มเซลล์ที่สกัดจากรก สามารถซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อมสภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ จึงมีการใช้อย่างแพร่หลายในการต่อต้านความชรา (Anti-Aging Purpose) เมื่อสเต็มเซลล์ทำงานร่วมกับสารสกัดอื่นๆจากรก จะทำให้เกิดการกระตุ้นฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้มีการผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง นุ่มนวล ลดริ้วรอยและความหมองคล้ำ ส่งผลให้ดูเป็นหนุ่มสาวขึ้น
  • สารสกัดจากรก ประกอบด้วย ฮอร์โมน Human Choriographic Gonadotropin หรือ HCG ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันส่วนเกิน
  • สารสกัดจากรก ประกอบด้วย ฮอร์โมนที่จะช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ให้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น จึงได้นำมาใช้รักษาสภาวะวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) และบรรเทาโรคเฉพาะสตรี เช่น อาการปวดประจำเดือน นอกจากนี้ ยังใช้บำบัดอาการวัยทองของผู้ชาย (Andropause) ที่มักเกิดหลังอายุ 60 ปี อันประกอบด้วย อารมณ์หงุดหงิดง่าย ใจน้อย ฉุนเฉียวง่าย อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ขี้ลืม นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อเหี่ยวย่น
  • สารที่พบในรก ที่เรียกว่า Cytokines ช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆ ได้รับโลหิต สารอาหาร และออกซิเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ความแข็งแกร่งกลับมาเป็นปกติ ผิวพรรณจะสดใส เต่งตึง ริ้วรอยเลือนหายไป อาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดในสมองจะดีขึ้น เช่น ไมเกรน เสียงหึ่งใบหู (Tinnitus) อาการวิงเวียนบ้านหมุน นอกจากระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว สารสกัดจากรกยังทำให้การทำงานของระบบชีวเคมีในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สเต็มเซลล์และสารสกัดจากรก จะช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทาน จึงใช้ในการบำบัดกลุ่มอาการของโรคภูมิเพี้ยน (Autoimmune Diseases) เช่น รูห์มาตอยด์ โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง และกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ วัณโรค การใช้สเตียรอยด์ เคมีบำบัด และรังสีรักษา จะทำให้อาการแทรกซ้อนทุเลาขึ้น เช่น ผมเริ่มงอก เม็ดเลือดแดงและขาวเพิ่มขึ้น
  • รก ประกอบด้วย กรดอะมิโนในปริมาณสูงมาก เนื่องจากกรดอะมิโนจะถูกนำมาใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะ ทำหน้าที่เป็นสื่อสัญญาณประสาท และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมทั้งช่วยในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้นการได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นจึงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับการฉีด Placenta อีกด้วย
  • ปรับสมดุลของฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและชาย ให้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น จึงได้นำมาใช้รักษาสภาวะวัยทอง

    ความลับของ placenta เริ่มจะได้รับการเปิดเผยมากขึ้น จากเดิมที่เราได้ยินว่าชาวจีน ได้นำเอา placenta มาใช้รักษาโรคและเสริมความงาม มาเป็นเวลาช้านานแล้ว ความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีจากสวิส ทำให้เราได้ product ชนิดใหม่ ที่มาจาก stem cell และอุดมด้วย growth factor ซึ่งเป็นวิธีการของธรรมชาติ ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตด้านอวัยวะร่างกายของทารกในครรภ์ ในทุกระบบ โดยผ่านจาก placenta นี้เอง ซึ่งหากสกัดมาอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถแยกแยะ growth factor ต่างๆ ที่จะช่วยการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมของร่างกายทุกอวัยวะ ทุกระบบ เช่น Neural cell growth factor ช่วยการเจริญของระบบประสาท Hepatocyte growth factor ช่วยการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมตับ Epidermis enhancing factor ช่วยเรื่องผิวพรรณ Insulin like growth factor ช่วยชะลอความชรา Immune enhancing factor ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ฯลฯ ใน placenta ยังมี stem cell stimulating factor ซึ่งจะช่วยกระตุ้น stem cell ในร่างกายที่อยู่ในภาวะพัก ให้กลับมามี activity เหมือนกับการเปิดสวิทซ์ ให้ stem cell เริ่มการทำงาน ในการซ่อมแซมร่างกาย และพบว่า placenta peptide สามารถกระตุ้น stem cell ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติถึง 8 เท่า Placenta สกัดมีหลายประเภท บางประเภทสกัดด้วยความร้อนซึ่งมีราคาถูก บางประเภทสกัดด้วยความเย็น บางประเภทเป็นการนำ Placenta สด ๆ มาฉีด อย่างไรก็ตาม การใช้ Placenta เพื่อที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ การเลือกแยกเฉพาะ Stem Cell ใน Placenta ออกมา แล้วเพาะเลี้ยงให้มีจำนวนมากขึ้น รวมกับการสกัดเอา peptide ซึ่งเป็น Growth Factor จำนวนกว่า 8,000 ชนิด ใน placenta ออกมา เมื่อนำส่วนประกอบทั้งสองชนิดนี้มารวมกันแล้ว ย่อมจะเกิดประโยชน์ในการฟื้นฟูซ่อมแซม เซลล์ที่เสื่อมไปแล้วอย่างสูงสุด และได้ผลดีมากกว่าการฉีด Placenta สด เป็นร้อย ๆ ขวด

    ประโยชน์ของ Placenta

    • รักษาอาการวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
    • ปรับสมดุลฮอร์โมน ระบบภูมิต้านทาน
    • เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และลดไขมันส่วนเกิน
    • กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการอักเสบ
    • ผิวพรรณ เต่งตึง เปล่งปลั่ง นุ่มนวล ลดริ้วรอย
    • ย้อนวัย คืนความเป็นหนุ่มสาว

    ผลที่คาดว่าจะได้รับ

    • ในเดือนที่สอง พละกำลังดีขึ้น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหายไป สีผิวกระจ่างขึ้น
    • ในเดือนที่สาม การนอนหลับดีขึ้น ความมีชีวิตชีวากลับคืนมา ผิวหนังที่แห้งเหี่ยวจะนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
    • ในเดือนที่สี่ การนอนหลับดีขึ้นมากและตื่นขึ้นมาไม่อ่อนเพลีย ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ผิวหนังจะละเอียดขึ้นและนุ่มขึ้น ทั่วทั้งตัว
    • ในเดือนที่ห้า การนอนหลับเป็นปกติ พละกำลังดี สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น รอยดำเช่นฝ้าบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป รอยย่น ตีนกาจะจางลง
    • ในเดือนที่หก ความจำดีขึ้น ผิวหนังจะดีขึ้นไปอีกทั้งละเอียด นุ่มและมีความยืดหยุ่น
    • ในเดือนที่เจ็ด ระบบภูมิคุ้มกันจะดี เนื้องอกหรือก้อนผิดปกติจะยุบไป
    • ในเดือนที่แปด ร่างกายอยู่ในภาวะที่แข็งแรงในทุก ๆ ด้าน
    Loading...